แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สูตรอาหาร แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สูตรอาหาร แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2558

ไข่ตุ๋นเนื้อเทียน



   เมนูเบา ๆ กินตอนร้อน ๆ โดนใจคนทั้งบ้าน วัตถุดิบใช้ปรุงไข่ตุ๋นเนื้อนวลเนียน เนียนนิ่มนวล หน้าตาตามนี้คะ ไข่ตุ๋นเนื้อเนียนแอดมินลองทำมาแล้วหลากหลายสูตร ที่สุดแล้วมาลงตัวที่สูตรนี้ เด็ดขาดมาก ๆ คะ 

ไข่
ChawanMushi

ไข่ไก่เบอร์ 2 .. 5 ใบ
ฮอนดาชิ 550 ml.
เกลือป่น 1/2 ช้อนชา
สาเกมิริน 1 ช้อนโต๊ะ
โซหยุ 1 ช้อนชา [ใช้ซีอิ๊วขาว หรือใส่เกลืออย่างเดียวก็ได้]

ส่วนประกอบอื่น ๆ - เนื้อกุ้ง/ลูกแปะก๊วย/เห็ดหอม/ถั่วหวาน/ปูอัด ฯล
ฯ 


- จัดตั้งซึ้งใบย่อม ๆ บนเตาไฟ ใส่น้ำไปครึ่งหม้อ เปิดไฟให้แรงสุดรอไว้ 

- ต่อยไข่ใส่ชามแล้วคนเบา ๆ ไม่ต้องตีแรงให้ฟูฟ่องแบบไข่เจียวนะคะ

- ค่อย ๆ เติมน้ำซุปลงไป แล้วนำส่วนผสมทั้งหมดไปกรองด้วยกระชอน
เศษไข่ขาวที่เหลืออย่าใส่ลงไปโดยเด็ดขาด ตัดใจทิ้งไปเถอ

- กรองเสร็จแล้วอย่าคนแรง เดี๋ยวจะเกิดฟองอากาศเต็มไปหมดแล้วมันจะกำจัดยากน๊า
จำไม่ได้ว่าไปแอบดูสูตรของใคร เค้าบอกให้เร่งไฟในตอนแรก ๆ ประมาณ 5-7 นาที
ทำออกมาแล้วไข่เกิดฟองอากาศเต็ม อิอิ ไปเชื่อเขา ทำแบบเราทำมันก็ดีอยู่แล้วอ่ะน๊ะ
ไม่มีฟองอากาศเลย รอบหน้าขอกลับไปทำแบบเดิม ๆ ดีกว่า เร่งไฟให้น้ำเดือดสุด ๆ 

- วางถ้วยแล้วหรี่ไฟเบาสุด ๆ ไข่ตุ๋นที่ได้ออกมาหน้าตาดี เนียนแบบไม่มีฟองอากาศ 
วางลูกแปะก๊วยไว้ก้นถ้วยก่อน นึ่งประมาณเจ็ดนาทีแล้วค่อยวางเครื่องไปอีกรอบ

- นึ่งไปประมาณ 7 นาที ไข่เริ่มอยู่ตัวก็เริ่มวางหน้าต่าง ๆ ที่ชื่นชอบลงไปคะ

- ใช้เวลาทั้งหมดประมาณ 15 นาทีด้วยไฟเบาสุด ๆ เบาแบบจวนเจียนจะดับ

- ไข่ตุ๋นแบบนี้ใช้เวลาไม่นาน สุกง่ายมาก เนื้อไข่ไม่แข็งกระด้าง แหล่มคะ 

- ตามร้านส่วนใหญ่เค้าจะวางเนื้อไก่ไว้ก้นถ้วย แต่สมาชิกที่บ้านไม่ใคร่ปลื้มเนื้อไก่อ่ะคะ
รอบนี้ไฟแรงเกินจะมีฟองอากาศ ฉะนั้นควรหรี่ไฟให้เบาสุด ๆ แบบจวนเจียนจะดับแบบนั้น

- ทำตามแบบที่แอดมินเคยทำคือเปิดไฟให้แรงสุด ๆ พอวางถ้วยแล้วหรี่ไฟทันที
รับรองได้ไข่ตุ๋นที่ได้จะไม่มีฟองอากาศให้รำคาญตาอย่างแน่นอน ฟันธงคะ


StrawBerry Swirl


  ชีสเค้กหน้าตาหวานแหวว สีสันชมพูพิ้งกี้แบบนี้จัดเป็นหนึ่งในตระกูลชีสเค้กทั้งหลายทั้งปวง สีสันได้ใจมากมาย เค้กแบบนี้เหมาะที่จะมอบให้ทุก ๆ คนอันเป็นที่รักในวันสำคัญ ๆ 

นอกจากสีสันหวานแหววหน้าตาสะสวยงามแล้ว รสชาติของมันยังไม่เป็นสองรองใครด้วยน๊ะ

StrawBerry Swirl4



ส่วนผสมครีมชีส ... 

- ครีมชีส (ขนาด 250 กรัม) 2 ก้อน
- น้ำตาลไอซิ่ง 200 กรัม
- น้ำมะนาว 1 ช้อนชา
- ผิวมะนาวหรือผิวส้มขูด 1 1/2 ช้อนชา
- ผงเจลาติน 1 1/2 ช้อนโต๊ะ
- สตอเบอรี่หั่นละเอียด 300 กรัม (มากน้อยแล้วแต่ความชอบ)
- วิปปิ้งครีม 8 ออนซ์



สตอเบอรี่สีแดงจัดจ้านตัวการสำคัญในการทำเค้กหน้าตาแบบนี้ให้ดูดี มีรสชาติ หลายสายพันธ์
ระยะนี้สตอเบอรี่ในเมืองไทยแอบแพงมากคะ 







ชีสเค้กสูตรนี้ใส่วิปปิ้งครีมผสมเข้าไปด้วย ขอเพิ่มโยเกิร์ตรสสตอเบอรี่ใส่เข้าไปด้วย
ใส่สตอเบอรี่โยเกิร์ตเข้าไปแล้วรู้สึกได้เลยว่าครีมชีสมีกลิ่นหอม รสชาติดีด้วย ขอบอก 
โดยเอาวิปปิ้งครีมผสมรวมไปกับโยเกิรต์ .. โอ๊ะโอ ขาว-ชมพู สีสันสวยงาม ได้ใจมากมาย



เตรียมพิมพ์ถอดข้างขนาด 9 นิ้ว ปูกระดาษไขโดยรอบรอไว้ก่อน






มาวางฐานรากเค้กกันก่อน .. 


บิสกิตบดละเอียด ผสมกับเนยละลาย แอดมินใช้เนยเค็มเพราะอยากได้สามรส เปรี้ยว-หวาน-เค็ม
เค็มของฐานราก เปรี้ยวของครีมชีสตรงกลาง และหวานปะแล่ม ๆ ของหน้ามูสสตอเบอรี่นั่นเอง








วางฐานรากเรียบร้อยลงมือสร้างอาคารกันต่อ ... 


- ในโถผสม ครีมชีสอ่อนตัว ใส่น้ำตาล [แอดมินใช้น้ำตาลไอซิ่งในการทำชีสเค้กทุกชนิดนะคะ]


- ตีครีมชีสและน้ำตาลนวลเนียนดีแล้ว ใส่เจลลาตินละลาย ใส่วิปปิ้งครีมที่ผสมโยเกิร์ต์ลงไป 
ขอใส่ผิวมะนาวขูดและน้ำมะนาวไปด้วย ผิวมะนาวหรือผิวส้มขูดทำให้ครีมชีสรสชาติเข้มข้น



- ได้ครีมชีสสีชมพูนวลเนียน มองเห็นผิวมะนาวขูดด้วย 


- ใส่สตอเบอรี่หั่นละเอียดลงไปแล้วเกลี่ยให้ทั่ว ให้กระจายทั่ว ๆ 
- วิธีการแบบเดียวกับการทำชีสเค้กมะม่วง เอาเนื้อสตอเบอรี่โรยใส่ไป
บนหน้าครีมชีสอีกรอบก่อนปิดทับด้วยหน้ามูสสตอเบอรี่ก็ได้นะคะ 



- คนและเกลี่ยจนหน้าเรียบแล้ว ห่อพิมพ์ด้วยฟิลม์ใส
แล้วนำไปแช่เย็นต่ออีกประมาณ 4 - 6 ชั่วโมง








มาถึงขั้นตอนการแต่งหน้าทาสีกันต่อ ... 


- ใส่หน้ามูสสตอเบอรี่ 

- น้ำตาลทราย 160 กรัม [ถ้าสตอเบอรี่มีรสหวาน ลดน้ำตาลลงได้]
- น้ำ 80 กรัม
- ผงเจลลาติน 4 ชช.
- สีแดงผสมอาหาร 1-2 หยด
- เนื้อสตอเบอรี่ 200-300 กรัม [มากน้อยตามชอบ]
- วิปปิ้งครีม 300 กรัม [แอดมินลดเหลือ 200 กรัม]



- เอาหม้อตั้งไฟ ใส่น้ำตาลทราย ใส่น้ำเปล่า เคี่ยวน้ำตาลให้ละลายเป็นน้ำเชื่อม
- ใส่เนื้อสตอเบอรี่ลงไป ใส่เจลลาตินละลาย เร่งไฟให้แรง ๆ เดือดแล้วปิดเตาทันที
แอดมินไม่ชอบกวนเนื้อสตอเบอรี่นานเกิน หากสุกเกินไปเนื้อจะเละ กลัวจะไม่หอม
- ตอนใส่วิปปิ้งครีมไปแล้วสีของมูสจืดจางเลยต้องเพิ่มสีผสมอาหารสีแดงแจ๊ดลงไป
- ใส่สีลงไปสักหยด-สองหยด จะได้สีหน้าที่คมเข้มขึ้น ... หน้าตาสะสวยได้อีก 


StrawBerry Swirl2


- ทิ้งให้เย็นตัวแล้วจับใส่เครื่องผสมปั่นให้ละเอียด เติมวิปปิ้งครีมลงไป แล้วเอามาราดบนครีมชีส
เสร็จแล้วแรพด้วยพลาสติกใส นำเข้าแช่เย็นต่ออีกประมาณ 3-4 ชั่วโมง หรือนานกว่านั้นก็ได้



- หน้ามูสเซทตัวแล้วแกะพิมพ์ออก ดึงกระดาษไขรอบ ๆ พิมพ์ออกด้วย 
[การปูกระดาษไขรอบ ๆ พิมพ์จะวางหรือไม่วางก็ได้ ตรงนี้ไม่จำเป็น]
ที่แอดมินปูลงไปเพราะเบื่อการล้างพิมพ์คะ ครีมชีสมักจะติดรอบ ๆ พิมพ์







- ถอดออกจากพิมพ์แล้วลอกกระดาษรอบ ๆ ออก เปลื้องผ้าผ่อนแล้วได้หน้าตาแบบนี้คะ
แต่งหน้าให้สะสวยด้วยสตอเบอรี่สดกันหน่อย สีสันชมพูได้ใจมากมาย ... แหล่มเลย



- เวลาตัดชีสเค้กควรเอามีดฟันเลื่อยไปจุ่มน้ำร้อนแล้วค่อยเอามาตัดจะได้ผิวเรียบ ๆ 
ขณะตัดต้องทำเวลาหน่อย เจออากาศร้อนอบอ้าวแบบบ้านเรา เค้กละลายเร็วมาก
จะให้ดีต้องเอาไปตัดในห้องแอร์ที่เปิดแอร์แบบเย็นฉ่ำ จะได้เค้กแบบเรียบกริบ



มาแอบดูเนื้อในของคุณเธอกันหน่อย อดใจไม่ไหว ขอตัดชิมหน่อยเถอะ ซี๊ดดดดด ... เย็นชื่นใจดีจัง .. 


ทำใส่ถ้วยแบบนี้ก็สะดวกดี กินง่ายไม่เลอะเทอะ ใส่ถ้วยแล้วจับเรียงซ้อน ๆ ในตู้เย็น ไม่ต้องระวังมากเหมือนทำใส่พิมพ์






- รอบนี้สตอเบอรี่สุกงอมไปหน่อย ซื้อทิ้งไว้หลายวันกว่าจะได้ลงมือทำ


- ทำเสร็จสรรพไม่ค่อยมั่นใจ เกรงว่าเนื้อสตอเบอรี่จะสุกงอมเกิน เกรงจะไม่อร่อยเท่าที่ควร
บอกน้องสาวว่าเดี๋ยวฉันจะทำให้ใหม่ อันนี้เอาไว้กินที่บ้านเถอะ ฉันไม่กล้าเอาไปออกงาน 
น้องสาวเห็นเราไม่มั่นใจอาสาจะเป็นผู้ชิมให้ ชิมแล้วเธอฟันธงว่ามันก็โอเค ค่อยโล่งอก
คุณน้องสาวไปเรียกคุณพี่สาวให้มาชิมด้วย เพื่อความมั่นใจแบบร้อยเปอร์เซนต์ไปเลย
หนูทดลอง คุณพี่สาวคอมเมนท์ว่าเนื้อสตอฯ งอมไปนิดแต่ก็โอเคแล้ว ไม่มีปัญหา .. จัดไป



- ตอนแรกว่าจะไปตัดที่งานเลี้ยง นึกได้ว่ามันเป็นชีสเค้ก ยุ่งยากเรื่องการเก็บ ต้องแช่เย็นตลอด
จัดการตัดไปจากที่บ้าน แรพด้วยพลาสติกเบ็ดเสร็จ จับเรียงใส่กล่องแบบนี้สะดวกกว่าเยอะ



อากาศร้อนอบอ้าวแบบนี้ ได้ชีสเค้กเย็น ๆ สักชิ้น .. ชื่นใจจริง ๆ

StrawBerry Swirl

เนื้อเค็มต้มกะทิ


เนื้อเค็มต้มกะทิ สูตรโบราณ

    เนื้อเค็มต้มกะทิ เป็นสูตรที่หาทานได้ยากมากค่ะ ในปัจจุบันนี้ค่ะ เพราะ ไม่ค่อยมีคนทราบขั้นตอนการทำ และ เป็นสูตรที่ไม่ค่อยมีคนทราบมากนักค่ะ แต่วันนี้เราจะ นำสูตรมาเผยแพร่ให้คนรุ่นหลังๆที่ยังไม่เคยได้ลิ้มลองรสชาติ เนื้อเค็มต้มกะทิ ได้ลองทำทานกันดูค่ะ

ส่วนประกอบ

เนื้อเค็ม หรือ เนื้อแดดเดียว 300 กรัม (เปลี่ยนเป็นหมูเค็มได้) 
กะทิ 3 ถ้วย (คั้นหัวกะทิ 1 ถ้วย – หางกะทิ 2 ถ้วย)
หอมแดงซอย 20 หัว 
น้ำตาลปีบ 2-3 ช้อนโต๊ะ
เกลือสมุทร และ น้ำปลา (มากน้อยตามชอบ)
พริกขี้หนูเม็ดเล็ก 
ใบมะกรูดฉีก
ใบมะกรูดซอย สำหรับโรยหน้า



เนื้อเค็มต้มกะทิ เมนูโบราณ(ชาววัง)


วิธีทำ

   ย่างเนื้อเค็ม แล้วทุบให้นิ่ม แล้วฉีกเป็นเส้น หรือหั่นเป็นชิ้นบาง ๆ ตามภาพก็ได้ 
นำหางกะทิใส่หม้อ ใส่เนื้อเค็มและหอมแดงลงเคี่ยวกับหางกะทิด้วยไฟอ่อน ๆ เคี่ยวจนงวด
(ถ้าใช้กะทิชนิดกล่อง ถ้าหัวกะทิข้นมาก ให้นำหัวกะทิผสมกับน้ำเล็กน้อย เพื่อใช้เป็นหางกะทิ)
หรือเคี่ยวจนกวาเนื้อเค็มจะเปื่อย แล้วปรุงรสด้วยน้ำปลา และเกลือป่น, น้ำตาลปีบ ชิมรสตามชอบ
ใส่พริกขี้หนู ฉีกใบมะกรูดใส่ไป ผัดคลุกเคล้าให้เข้ากัน ไม่ควรให้พริกขี้หนูสุกมากเกินไป ดับไฟเตา 
ตักเนื้อเค็มต้มกะทิใส่ชาม โรยใบมะกรูดซอย นำเสริฟขณะที่ยังร้อน ๆ ถ้าปล่อยให้เย็นตัวจะขึ้นไข

หมายเหตุ - เนื้อต้มกะทิแบบนี้รสชาติคล้ายหลนกะทิ จึงรับประทานกับผักสดต่าง ๆ ได้นะคะ


นำหางกะทิใส่หม้อ ใส่เนื้อเค็มและหอมแดงลงเคี่ยวกับหางกะทิด้วยไฟอ่อน ๆ เคี่ยวจนกะทิงวด
(ถ้าใช้กะทิชนิดกล่องและหัวกะทิข้นมาก ให้นำหัวกะทิผสมกับน้ำเล็กน้อยเพื่อใช้เป็นหางกะทิ)




ปรุงรสด้วยน้ำปลาอย่างดี, เกลือป่น, น้ำตาลปีบ 
ชิมรสตามชอบแล้วใส่พริกขี้หนูสวนเม็ดเล็กลงไป 





เมื่อใส่พริกขี้หนูไปแล้ว อยากจิบอกว่ากลิ่นหอมแบบที่เคยกินตอนมารดาทำนั้น มันใช่เลย 
กลิ่นพริกผสมกับหอมและหัวกะทิ โอ้ววว แม่เจ้า กลิ่นเมนูโบราณมันช่างหอมจรุงจิตมาก 




ฉีกใบมะกรูดบางส่วนใส่ไป ผัดคลุกเคล้าให้เข้ากัน ไม่ควรให้พริกขี้หนูสุกมากเกินไป ดับไฟเตา 




สมุนไพรไทยล้วนให้กลิ่นหอมที่สดชื่น กลิ่นหอมชื่นใจ ใบมะกรูดสด ๆ ฉีกใส่ไป ส่งกลิ่นโชยทันที




กระทะนี้ทำรอบที่สอง ใช้เนื้อเค็มแบบอบ ไม่ได้ตากแดดเนื่องจากช่วงนี้ฝนลงทุกวัน ตากแล้วไม่แห้งสนิท
ก็เลยต้องใช้วิธีอบแห้งหมาดๆ แล้วเก็บใส่ช่องแช่แข็ง สีสันไม่เข้มจัดเหมือนำออกตากแดด แบบนี้แห้งสนิท



   ตักเนื้อเค็มต้มกะทิใส่ชาม โรยใบมะกรูดซอยฝอย นำเสริฟ 
เนื้อต้มกะทิแบบนี้รสชาติคล้ายหลน จึงรับประทานกับผักสดต่าง ๆ ได้




วันเสาร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2558

พล่าเห็ดเข็มทองเจ:สูตรอาหารมังสวิรัติ



    

    อย่างที่รู้ ๆ ว่า อาหารเจ มักหนักไปทางแป้งเสียส่วนมาก กว่าจะกินครบ 10 วัน เล่นเอาน้ำหนักขึ้นเป็นกิโลฯ สูตรอาหารเจ อร่อย ๆ วันนี้เลยขอนำเสนอเมนูยำรสเด็ดกันสักหน่อยเอาใจคนชอบกินอาหารรสจัดกับเมนู พล่าเห็ดเข็มทองเจ : สูตรอาหารมังสวิรัติ สูตรอาหารลดน้ำหนัก ที่ไม่ใช่แค่แซ่บอย่างเดียวเท่านั้น แต่แคลอรี่ต่ำกินแล้วไม่อ้วนด้วย แถมยังทำง่าย ๆ ลองมาดูส่วนผสมและวิธีทำพล่าเห็ดเข็มทองเจ กันเลยจ้า อูย น้ำลายจะไหล !

พล่าเห็ดเข็มทอง

ส่วนผสม

           เห็ดออรินจิหั่นเต๋า 

           เห็ดเข็มทอง

           ตะไคร้ซอย                     
                         
           ใบมะกรูดหั่นฝอย   

           พริกชี้ฟ้าแดงซอย

           พริกชี้ฟ้าแห้งทอด

           น้ำมะนาว

           น้ำตาลทราย

           พริกเผาเจ

           เกลือป่น

           ใบสะระแหน่

       วิธีทำ
         1. ใส่น้ำมะนาว น้ำตาลทราย พริกเผาเจ และเกลือป่นลงในภาชนะ
         2. ใส่เห็ดออรินจิ (นำไปลวกก่อน ประมาณ 1 นาทีค่ะ) ลงไปแล้วเคล้าให้เข้ากัน 
         3. ตามด้วยเห็ดเข็มทองลวก (เห็ดเข็มทองลวกประมาณ 1 นาที ถ้าลวกนานเห็ดจะเหนียว) 
         4. ใส่ตะไคร้ซอย ใบมะกรูดหั่นฝอย พริกชี้ฟ้า และพริกชี้ฟ้าแห้งทอดลงไป เคล้าให้ส่วนผสมเข้ากัน 
         5. ตักใส่จาน โรยหน้าด้วยใบสะระแหน่ พร้อมเสิร์ฟ
              เทศกาลกินเจแบบนี้ ได้พล่าเห็ดเข็มทองเจแซ่บ ๆ แบบนี้สักจาน น่าจะช่วยเพิ่มสีสันมื้ออาหารเจของคุณให้อร่อยยิ่งขึ้น


วันพฤหัสบดีที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

เซี่ยงไฮ้ผัดขี้เมาทะเล


        ก๋วยเตี๋ยวเซี่ยงไฮ้ผัดขี้เมาทะเล
     เมนูอาหารจานเดียว แถมง่ายนิดเดียวอีกแล้วค่ะ เซี่ยงไฮ้ผัดขี้เมาทะเล เป็นเมนูอร่อยที่ไม่ต้องคิดเยอะ แต่ทำแล้วถูกใจคนในครอบครัว เพราะสีสันที่ดูน่าทาน รสชาติเผ็ดจัดจ้านแบบครบรส (ตามความต้องการของแต่ละคน) ถ้าต้องการทำผัดขี้เมาทะเลแบบนี้ให้เด็กๆทานกัน ก็แค่ลดปริมาณพริกขี้หนูและพริกไทยลงก่อน แล้วเพิ่มสีสันด้วยพริกหวานเข้าไปอีกหน่อย เราก็จะได้เมนูผัดขี้เมาที่เหมาะสำหรับทุกคนในครอบครัวแล้วค่ะ

เซี่ยงไฮ้

   วัตถุดิบ/เครื่องปรุง ก๋วยเตี๋ยวเซี่ยงไฮ้ผัดขี้เมาทะเล

วัตถุดิบของเราวันนี้ เป็นเส้นก๋วยเตี๋ยวเซี่ยงไฮ้ชนิดแห้ง หรือใครสะดวกใช้แบบสดที่มีขายในตลาดสดทั่วไปก็ได้ค่ะ แต่โดยส่วนตัวเราไม่ค่อยชอบ เพราะตัวแป้งมักจะหนาเกินไป เมื่อนำมาปรุงอาหารแล้ว รสชาติของเครื่องปรุงอาหารซึมเข้าไปในเส้นก๋วยเตี๋ยวได้ยากค่ะ ส่วนใครจะชอบเส้นเซี่ยงไฮ้แห้งแบบไหนลองเลือกดูค่ะ แบบธรรมดา แบบหยก หรือแม้กระทั่งผสมสาหร่ายทะเลก็มีให้เลือกซื้อเหมือนกันค่ะ

ขี้เมาทะเล

วิธีทำ
1. นำเส้นก๋วยเตี๋ยวเซี่ยงไฮ้แบบแห้งที่เตรียมไว้ มาแช่น้ำสะอาดจนนิ่มค่ะ หรือใครมีเวลาน้อย  ก็ต้มน้ำให้เดือด แล้วเอาเส้นลงแช่ ใช้เวลาแป๊บเดียว ก็นำมาปรุงอาหารได้เลยค่ะ
2. เตรียมเครื่องเทศทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น พริก เนื้อกุ้งสด ใบกระเพา กระเทียม เละ น้ำปลา น้ำตาล หรื อจะคนอร์ ไปเลยก็ได้ค่ะ จะได้ไม่ต้องเตรียมหลายอย่างค่ะ แล้วแต่ใครจะชอบ หรอ ถนัดแบบไหนค่ะ


ผักโขม(แดง)อบชีส



  เมนูนี้ได้ ผักโขม สดๆ ที่เกิดจากน้ำใจงามๆของเพื่อนจากห้องต้นไม้ในพันทิพย์ค่ะ เป็นเมล็ดผักโขมแดง นำมาเพาะจนได้ผักโขมแดงสดๆปลอดสารพิษ พอโตได้ที่จึงได้ผลผลิตเป็นเมนูผักโขมแดงอบชีสอย่างที่เห็นนี่แหละค่ะ ถ้าใครอยากรู้วิธีทำตามมาดูกันทีละขั้นตอนเลยค่ะ

  ผักโขมแดง ผักโขมเขียว ปวยเล้ง เป็นผักที่ทานสดไม่ได้นะคะ ต้องต้ม หรือผัดก่อนรับประทาน จะเอามาลวกทานกับน้ำพริก หรือเอาไปผัดน้ำมันหอยก็อร่อยค่ะ แต่ใครหาผักโขมแดงในตลาดได้ยากนี่ไม่ต้องแปลกใจนะคะ เพราะเราเองก็ไม่ค่อยจะเห็นใครขายเหมือนกันค่ะ สงสัยว่าความนิยมในการกินผักชนิดนี้ยังมีไม่มากเท่าไหร่ เพราะสีของผักที่คุ้นเคยจะเป็นสีเขียวๆ เสียส่วนมาก พอเห็นสีแดงๆ ก็เลยไม่ค่อยอยากจะลองทานกันมั้งคะ แต่เมนูวันนี้ของเราอาจจะทำให้ใครหลายๆ คนเปลี่ยนใจได้ ถ้าใครเห็นรูปแล้วน้ำลายไหล รีบมาดูวิธีทำกันเลยดีกว่าค่ะ
   ผักโขม

ผักโขม2

1. สิ่งที่ต้องเตรียมค่ะ ผักโขมแดง ถ้าไม่มีก็เปลี่ยนเป็นผักโขมเขียวหรือปวยเล้งก็ได้ค่ะ แต่ถ้าใน 1 วันเรารับประทานผักได้ 5 สีก็ยิ่งดีค่ะ ไม่ต้องไปซื้ออาหารเสริมสกัดจากผัก 5 สีมาทานให้เปลืองเงิน
2. นำผักโขมไปต้มก่อนนะคะ แล้วบีบเอาน้ำออกให้เปียกพอหมาดๆค่ะ
3. ซื้อมาขูดเอง ใส่ได้เยอะจุใจเชียวแหละค่ะ
4. ถ้ากลัวคลอเรสเตอรอลสูง สามารถใช้น้ำมันมะกอก แบบ Extra Vergin ได้ค่ะ
5. เริ่มลงมือค่ะ ตั้งกะทะ ไฟปานกลาง ใส่เนยสดรอให้ละลาย
6. พอเนยละลายหมดแล้วใส่หอมใหญ่ลงไปผัด
7. ผัดจนหอมใหญ่สุกจึงใส่แฮมค่ะ
8. ผัดจนแป้งสุก ใส่ครีมสด หรือนมสดลงไปผัดต่อ
9. ส่ผักโขมที่ต้มสุกแล้วลงไปคลุกเคล้าให้เข้ากันอีกครั้ง
10. ตักใส่ถ้วยที่สามารถขไเข้าอบในเตาไฟฟ้า หรือฝาอบลมร้อนได้

หอยแมลงภู่อบชีส



    หอยแมลงภู่อบชีส  มาแล้วค่ะ หอยแมลงภู่อบชีสที่ครัวหมูหมูนจะนำเสนอวันนี้ เป็นเมนูที่ทำง่ายใช้เวลาน้อยแต่ดูน่ารับประทาน เหมาะกับงานเลี้ยงเล็กๆในครอบครัว หรือปาร์ตี้เล็กๆกับเพื่อนฝูง เราเลือกใช้ หอยแมลงภู่นิวซีแลนด์ ตัวใหญ่ๆมาอบชีสค่ะ เพราะความใหญ่ของหอยแมลงภู่จะทำให้เมนูอร่อยของเราดูน่ากินขึ้นอีก เหมาะกับโอกาสต่างๆ เช่น วันเกิด วันครบรอบ หรือวันเกิดอยากจะทานก็ไม่ผิดอะไร ^^ ลองมาดู วิธีทำหอยแมลงภู่อบชีส กันก่อนค่ะ แล้วจะบอกว่า อู้หู! ง่ายจัง ^^
   เมนูนี้เวลาไปทานตามร้านอาหาร เมนูนี้จะมีราคาแพง เพราะวัตถุดิบมาจากต่างประเทศ (หอยแมลงภู่นิวซีแลนด์) แต่เดี๋ยวนี้ตามซุปเปอร์มาร์เก็ตใหญ่ๆ จะมีวัตถุดิบมากมายให้เราเลือกซื้อแล้ว เรียกว่าเข้าไปที่เดียวได้ครบทุกอย่าง ถ้าเรารู้จักเลือกซื้อ รู้จักเปรียบเทียบราคา เราก็จะได้ของดีราคาไม่แพง
   เช่น ซื้อชีสมาทำอาหาร ซื้อตามซุปเปอร์มาร์เก็ตทั่วไป มีราคาแพง แต่เราใช้ปริมาณน้อย ก็ต้องซื้อไป เพราะชีสเก็บนานๆไม่ได้ ซื้อเยอะก็เสียทั้งเงิน เสียทั้งของ แต่ถ้าต้องการใช้ปริมาณเยอะ ก็เข้าซุปเปอร์มาร์เก็ตแบบขายส่ง  เราก็จะได้วัตถุดิบราคาถูกลง
New Zealand mussels baked with cheese

ส่วนผสมของ หอยแมลงภู่อบชีส

ส่วนผสม (สำหรับ 5 – 6 ที่)

  •  หอยแมลงภู่นิวซีแลนด์ 10 ตัว
  •  เนยสดชนิดเค็ม  3 ช้อนโต๊ะ
  •  พาร์สลียืสับละเอียด 1 ช้อนโต๊ะ
  •  กระเทียมสับละเอียด 2 ช้อนโต๊ะ
  •  เกลือป่น 1/4 ช้อนชา
  •  พริกไทยป่น 1/2ช้อนชา
  •  มอซซาเรลลาชีสขูด1/2 ช้อนชา
  •  ผักสลัดใบเล็กสำหรับตกแต่งตามชอบ

วิธีทำ

  1. เปิดเตาอบเตรียมไว้ (เพื่อเป็นการวอร์มเครื่องให้ได้ความร้อนไว้ก่อน)
  2. เตรียมหอยแมลงภู่โดยแกะเปลือกด้านใดด้านหนึ่งออก? พักไว้
  3. ผสมเนยสด? พาร์สลีย์? กระเทียม? เกลือ? และพริกไทยป่นเข้าด้วยกัน
  4. ตักส่วนผสมในข้อ 3? ใส่ลงบนเนื้อหอย? โรยมอซซาเรลลาชีสให้ทั่วทำเช่นนี้จนหมดแล้วเรียงหอยลงไปในถาด? นำเข้าไปอบประมาณ? 20? นาที
  5. ยกออกจากเตา? จัดใส่จาน? ตกแต่งด้วยผักสลัดใบเล็ก? เสิร์ฟได้ทันที

วันพุธที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

ขนมจีนพม่า:สูตรอาหารพม่า



   Mohinga หรือ ขนมจีนพม่า ที่หน้าตาน่าทาน แถมรสชาติเด็ดสาระตี่มากค่ะเป็นเมนูที่ขึ้นชื่อมากในประเทศพม่าเลยค่ะใครมาแล้วไม่ทานแสดงว่ามาไม่ถึงพม่าค่ะ หรือถ้าใครอยากได้สูตรไปทำก็มีมาให้ครบเลยค่ะวันนี้ทั้งส่วนประกอบและขั้นตอนการทำคะ เรามาเตรียมวัตถุดิบแล้วลงมือทำกันเลยค่ะ

ขนมจีนพม่า

ส่วนประกอบ :
น้ำมันพืช 3 ช้อนโต๊ะ
หอมใหญ่ขูด 1 หัว
กระเทียมกานพลูบด 4 ช้อนชา
ขิงสดขูด 4 ช้อนชา
ต้นตะไคร้หั่น ½ ถ้วยตวง
พริกป่น1 ช้อนโต๊ะ
ขมิ้น 1 ช้อนชา
น้ำ 5 ถ้วยตวง
น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ
หอมแดง 2 หัวครึ่ง
แป้งข้าวเจ้า ผสมน้ำ ½ ถ้วยตวง
เนื้อปลาดุก 1 ½ ถ้วยตวง
เส้นก๋วยเตี๋ยวพม่า ¼ กิโลกรัม
ไข่ต้มสุก 2 ฟอง
ต้นหอมสับ ผักชีซอย 2 ช้อนโต๊ะ
ถั่วเขียวสุกสับ ½ ถ้วยตวง
มะระทอด ½ ถ้วยตวง

ขั้นตอน :
1.ตั้งน้ำมันในกระทะขนาดใหญ่ ใส่หัวหอมขูด กระเทียม ขิง ตะไคร้ พริก และผงขมิ้น ผัดจน หอม
2.เติมน้ำ น้ำปลา หัวหอมหั่นสี่ส่วน และผสมแป้งข้าวเจ้า คนตลอดเวลาเพื่อไม่ให้เป็นก้อน เมื่อเดือด คนอีก 20 นาที
3 ตัดปลาเป็นชิ้นแล้วใส่ลงในน้ำแกง คนอีก 10 นาที
4.ต้มเส้นหมี่ 5 นาที จนนุ่ม แล้วสงน้ำออก
5 เสิร์ฟ หมี่แต่ละชามราดด้วยน้ำซุป โรยด้วยผักชี